Hyde's profile۞ LARUKU εїз UNIVERSE ۞PhotosBlogListsMore Tools Help

Hyde Shisanoopong Boonchooya

Occupation
Location
Interests
บวชเป็นพระภิกษุ เรียนนักธรรม ไม่มีกำหนดสึก
งาน Torrent ของ L'Arc~en~Ciel
รวม Link เกี่ยวกับ L'Arc~en~Ciel และ J-Rock อื่น ๆ
รวม Link เกี่ยวกับ FINAL FANTASY

۞ LARUKU εїз UNIVERSE ۞

∞ L'Arc~en~Ciel ☆ Fan's Spaces ∞
Photo 1 of 222
More albums (67)
March 18

ภิกษุไดอารี่ [1]

เจริญพรแด่ญาติโยมทั้งหลายที่กำลังอ่านอยู่ในขณะนี้

ในกาลนี้อาตมาจะมาอัพเดทเรื่องราวต่าง ๆ หลังจากที่อาตมาบวชเป็นพระภิกษุแล้ว

ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์-อุทาหรณ์

หรือให้แง่คิดแก่ท่านทั้งหลายที่เข้ามาอ่านได้

เริ่มจากเรื่องแรกที่อาตมาเป็นพระได้

ก็ได้ฟังประกาศเกี่ยวกับรายรับ-รายจ่ายของทางวัด

หลวงตาท่านก็บอกว่า

"กรรมการวัดมันกินเงินวัด คิดดูซิ ลิเก มีเจ้าภาพออกให้ หลาย ๆ อย่างก็มีเจ้าภาพถวาย

รายรับ หักกับรายจ่าย มันหายไปตั้งเยอะ"

การประดับประดาธง ติดม่าน ทำความสะอาดอะไรทั้งหลายในวัด

พระและนาคเป็นผู้ช่วยผู้ทำทั้งสั้น (รวมถึงอาตมาที่เป็นเณรในขณะนั้นก็ช่วยทำ)

กรรมการวัดไม่เคยโผล่หน้ามาช่วยเลย

สักแต่บอกญาติโยมว่ามาทำ มาช่วยทำ พระไม่ทำอะไร

นรกจะกินกบาลเอานะไอ้พวกนี้

ไม่ช่วยกินการงานวัด ยังไปพูดโกหกญาติโยมอีก

นี่ก็เรื่องหนึ่งที่อาตมา มาบ่น ใน Blog นี้

เรื่องถัดมา เรื่องของพระในวัดนี่แหล่ะ ที่จะมาเล่าให้ฟัง

พระบางรูปในวัด ไม่ขอเอ่ยนามของท่านนั้นก็แล้วกัน

มีพฤติกรรมไม่สมควรที่จะเป็นพระเลย

เช่น จีบสาว ผู้หญิงมันก็บ้า ให้พระจีบ (แถววัดก็มีแซวพระ ส่งสายตาหวานให้ - -)

หรือมั่วสมวัยรุ่นเล่นยา (ชาวบ้านรู้กันหมดเล่าให้อาตมาฟัง)

พระบางรูปก็เป็นพวกกิเลสหนาตัดไม่ขาดแล้วยังมาบวช

ทำตัวเป็นโจรยืมเงินของบรรดานาคที่มาบวชที่วัด แล้วไม่คืน

ซ้ำยังไปโขมยเงินของเขาอีก แล้วก็หนีหายไป

"ตัดไม่ได้ มาบวชทำไม?"

ละการกระทำชั่ว ทำบาปไม่ได้ มาทำให้วัดเสียชื่อเสียงอีก

เวลาเขาด่า เขาด่าทั้งวัด ไม่ได้ด่าที่พระรูปนั้น

เขาด่าว่าเจ้าอาวาสไม่สั่งสอน

อยากให้มีกฏหมายที่เอาผิดผู้ที่ทำให้วัดเสื่อมเสีย ศาสนาเสื่อมเสียจริง ๆ เลย

แค่ทำให้ปาราชิก มันน้อยไป พวกนี้ไม่เกรงกลัวต่อบาปเอาเสียเลย

พระบางรูปที่สึกออกไป ก่อนสึกก็จะเอานั่นเอานี่มาขายให้ข้าพเจ้า

ก็ OK เห็นบอกว่าซื้อย่าม ผ้ารัดอก กับอังษะ มา จะขายต่อให้เรา 100 บาท

อาตมาก็รับผ้ารัดอก (ผืนใหญ่) กับอังษะ มาก่อน ขาดย่าม บอกว่าใช้อยู่

พอสึกไปกลับไม่เอาย่ามมาให้เสียที พอเราไปทวง ก็มาอารมณ์เสียใส่เรา

ทำไมไม่โมโหตัวเองที่รักษาคำพูดไม่ได้? มาโกรธอาตมาด้วยเหตุใด

แท้จริงเอาย่ามไปคืนให้หลวงน้า แล้วบอกเราว่าขายทำไม ถ้าไม่ได้ซื้อมาจริง ๆ

สัจจะไม่มี บวชผ่านมาตั้ง 1 พรรษา ได้อะไร?

ยังมีการเอาทีวีเก่ามาขายต่อให้พระอีกรูปหนึ่ง 400 บาท

แล้วไม่ให้บอกว่าขาย ถ้าใครถามให้พูดว่าถวายวัด ให้พระพูดโกหกอีก

ดูมัน บวชผ่านมา 1 พรรษา ยังไม่มีสัจจะ สึกไปก็เลวเยี่ยงเดิม

เรื่องดี ๆ ก็มีอยู่ ที่น่าเอามาเล่าให้ฟังกัน

พระบางท่านที่อยู่ดี ๆ ก็หายไป ไมได้ไปบิณฑบาตรในสาย ๆ นั้น

เห็นหายไป 2-3 วัน เข้า ชาวบ้านก็มาตามพระ

เพราะชาวบ้านเขาก็อยากใบบาตร อุทิศบุญกุศลให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

พระไม่มา โยมมาเอง มาถามเจ้าอาวาสว่าพระหายไปไหน

อีกเรื่องที่จะเล่าก็เมื่อวานก่อนนี้เอง สด ๆ ร้อน ๆ

อาตาเองกำลังบิณฑบาตรอยู่ โยมท่านทั้งหลายก็ใส่บาตรรอรับพร

ได้ยินเสียงประกาศจากรถดังลั่นกังวาลไกลมา

เป็นรถที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์ เปิดเสียงออกลำโพงซะดังลั่น

กลบเสียงพระที่กำลังให้พรโยมท่านที่ใส่บาตร

"ศาสนาท่านไม่ได้สอนเรื่องความเกรงใจเลยหรือ?"

มาประกาศเอาเวลาที่พระบิณฑบาตรเหมือนมาเยาะเย้ย

ชาวบ้านท่านก็ไม่ชอบ อาตมาเองก็ไม่ชอบ เพราะมันไม่มีความเกรงใจ

ขับผ่านวัดไม่มีการลดเสียง เปิดเสียงดังลั่น เพื่อจูงใจคนไปนับถือศาสนาคริสต์

อาตมาไม่ได้มีอคติกับศาสนาคริสหรอกนะ

"แต่พระเจ้าของท่านสอนเรื่องความเกรงใจหรือไม่?"

(อยาจะไปว่าถึงรถนั้นเหมือนกัน)

มาถึงเรื่องกิจของสงฆ์

เป็นพระอาตมาทำอะไรบ้าง?

ตื่นเช้า ๆ มาก็มีพระมารดน้ำต้นไม้ตังแต่ ตี 4-5 เลย

บิณฑบาตรก็มีอยู๋ 4 สายหลัก หน้าวัดซ้ายขวา หลังวัดอีกซ้ายขวา

แล้วก็มีสายย่อย ๆ ไปอีก

เช้า ๆ ก็ไปบิณฑบาตร ให้พรแก่โยมท่านทั้งหลายที่ใส่บาตร

กลับมาถึงวัดก็ประมาณ 7 โมงเช้ากว่า ๆ

ฉันท์เช้าเสร็จก็รถน้ำต้นไม้ (ของอาตมาเอง) กวาดลานวัด เผาใบไม้

แล้วอาตมาก็มาทำวัดเช้าช่วงประมาณ 8 โมงครึ่งกว่า ๆ

ชงชากินตอนเช้า ๆ ให้สดชื่น

ถ้าไม่มีกิจอะไรก็ไปจำวัด (นอน) ตั้งปลุกไว้ 10.55 น. เพื่อรอตีกลองเพล

ฉันท์เพลเสร็จก็ อาจจำวัดต่อ หรือมีกิจอะไรก็ไปทำเข้า

นาน ๆ ทีจะมีกิจนิมนต์มา

เย็น ๆ ก็หากิจอะไรทำไปเรื่อย เปิดไฟบนศาลา หน้ากุฏิ

หัวค่ำก็ดูละคร ชงชา โอวัลติน ดื่มนมถั่วเหลือง ดูละคร

แล้วก็จำวัดช่วง 4-5 ทุ่ม

อยู๋วัดว่าง ๆ อาตมาก็หาท่องตำราเพื่อให้ได้บทสวดมนต์

ช่วงนี้ก็เตรียมพร้อมเอาไว้ เพราะกะว่าจะเรียนทางด้านนักธรรมต่อไป

จริง ๆ แล้วก็มีเรื่องอื่น ๆ อีกไว้วันหลังอาตมาจะนำมาเล่าสู่กันฟังในภายหลัง

เจริญพรทุก ๆ ท่าน

March 05

บรรพชาอุปสมบทนาคหมู่ Part 2

หลังจากแห่นาครอบโบสถ์แล้ว

ก็ถึงพิธีการบรรพชาอุปสมบทนาคหมู่

ซึ่งทั้งหมดในวันนั้นมี 11 คนด้วยกัน

ข้าพเจ้าเองเป็นนาคเอก

(นาคเอก นาคที่นำท่องบทขอบรรพชาอุกาสะ โดยเขาจัดให้คนที่เก่งที่สุด

หรือท่องบทคำขอบรรพชาได้อย่างชัดเจน ถูกอักขระ อักษร ชัดเจน)

นาคเอกก็อยู่แถวหน้าสุด คนกลางนั่นแหล่ะครับ ข้าพเจ้าเอง


 
ช่วงแรกนี้ข้าพเจ้าก็นำท่องบทอุกาสะ โดยวรรคหยุดให้นาคท่านอื่นท่องตาม

ก็ ประหม่า นิด ๆ แต่ก็พลาดไม่มาก ไปพลาดเอาช่วงหลัง

ดันไปนึกถึงมุขของหลวงหน้าเข้า (หลวงน้าไม่น่าเล่นมุขนั้นเลย - -)

เกือบจะขำออกมาแล้ว ดีนะที่ยั้งไว้



ดูแต่รูปอย่างเดียวก็พอจะเข้าใจแล้วมั้ง (ไม่รู้จะอธิบายอะไร = =')



เสร็จพิธีประมาณ 14.00 น. ก็เดินออกจากโบสถ์

แล้วก็เป็นพระแล้ว



การครองผ้าจีวรมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน แบบแรกใช้สำหรับงานพิธีต่าง ๆ


แบบที่สอง สำหรับบิณฑบาตร-เดินทางไปนอกวัด ฯลฯ



อุปกรณ์แต่งกายของพระก็มี สบง (ซ้าย) จีวร (ขวา)



จีวรก็จะผืนใหญ่ ๆ แบบนี้



ประคต เหมือนกับเข็มขัด ไว้รัดเอว กันสบงหลุด มีประโยชน์ไว้เล่นกับแมวได้ -0-



บาตร (ซ้าย) จากโบสถ์ งานอุปสมบท (ขวา) จากตอนที่บวชเณร




ประโยชน์ของสบง นอกจากสวมใส่แล้ว ก็เอาไว้ปิดหน้าต่างได้



ขวาสุด คือ สังฆาฏิ ถ้าไม่มีสังฆาฏิ ก็ไม่ใช่พระแล้วครับ

ส่วนผ้าผืนกลางยาว ๆ คล้าย ๆ สังฆาฏิ ก็ เป็นผ้าอาบน้ำฝน



ผืนนี้ ก็ อังษะ ครับ (พูดง่าย ๆ ก็เหมือนเสื้อนั่นแหล่ะ)

นายแบบ ผมเองครับ เหอ ๆ



และนี่ก็ย่าม ยังมีตาลปัตรอีกอันนึง

สำหรับรูปงานบวชนาคก็คงจะหมดลงเพียงเท่านี้

และข้าพเจ้าก็คงไม่คิดที่จะสึกแล้ว จะบวชเรียนนักธรรมต่อไป

เรื่องทางโลก เบื่อแล้ว เบื่อสังคมวัตถุนิยม

เบื่อรักลวงหลอก หลอกลวง

อยู่วัดชนบท บ้านนอก ต่างจังหวัดแบบนี้แหล่ะ สงบสุข สบายใจดี

ถ้าอาตมาได้มาใช้คอมที่ร้านเกมของโยมพี่สาวอีก ก็จะอัพเดทเรื่องราวอื่น ๆ ให้ได้ฟังกันนะครับ

เจริญพรญาติโยมทึ่เข้ามาติดตามอ่านจนจบทุก ๆ ท่าน

บรรพชาอุปสทบทนาคหมู่ Part 1

"ข้าพเจ้า เป็นเพียงคนหลงทางคนหนึ่งเท่านั้น
คนที่หลงผิด เดินทางผิด หลายต่อหลายครั้ง
หลงเชื่อ หลงรัก หลงระเริง
ข้าพเจ้าทำให้ชีวิตตัวเองเสีย
เสียมามากเกินไปแล้ว
หวังพึ่งร่มพระกาสาวพัตร นำทาชีวิตสู่หลักธรรม..."
 
การบรรพชา อุปสมบทนาคหมู่ ของข้าพเจ้านั้น
 
เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. (แต่ก็ตื่นมาตั้งแต่ตี 5 นั่นแหล่ะ)

ณ วัดท่านา ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งหมดเนี่ย 11 คนด้วยกัน ที่มาอุปสมบทนาคหมู่ในครั้งนี้

(*นาค เรียกเป็น คน / เณร เรียกเป็น องค์ / พระภิกษุ เรียกเป็น รูป*)

 
ที่เห็นนี่ก็เป็นพานพุ่มของข้าพเจ้าเอง (ทั้งหมด พระ+นาค ช่วยกันทำ ช่วยกันจัดทั้งหมด)
 
 
นี่ก็ชุดนาคของข้าพเจ้า
 
 
เรียงเก้าอี้เตรียมโกนผมไฟช่วง 07.00 น.
 
 
โยมแม่ของข้าพเจ้าเอง
 
 
โกนผมไฟ (ด้านหลังก็โยมป้า โยมลุงของข้าพเจ้า)



หลังโกนผมไฟเสร็จ ก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนใส่ชุดนาค ช่วงนี้ก็ถ่ายรูปคู่กับโยมแม่ และญาติ ๆ


ท่านนี้หมอทำขวัญนาค หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยก็เข้าพิธีทำขวัญนาค

(หมอทำขวัญนาคคนนี้ไม่ใช่กรรมการวัด และไม่เคยกินเงินวัด จากที่หลวงตาเล่าให้ฟัง)



บรรยากาศรอบ ๆ ตัวข้าพเจ้าเอง และพานพุ่มผ้าใตรของข้าพเจ้า



(รูปจากมุมอื่น ๆ แบบนี้ ข้าพเจ้าไปขอจากนาคท่านอื่น ๆ มา)






ช่วงที่นั่งฟังหมอทำขวัญนาคก็มีการบริจาคเงินช่วยค่ากระแสไฟฟ้าของวัด

ข้าพเจ้าก็นั่งฟังการทำขวัญนาค หมอทำขวัญนาคก็ได้แหล่เกี่ยวกับกำเหนิดนาค

แบบว่า ข้าพเจ้านั่งฟังไปก็น้ำตาไหลไป กลั้นไม่อยู่

ยิ่งตอนที่หมอทำขวัญบอกให้แม่ของนาคลูบหลัง ลูบหัวให้ลูก

น้ำตาของข้าพเจ้าไหลแบบกลั้นไว้ไม่ได้เลยจริง ๆ

ยิ่งตอนที่ให้กราบแม่ของข้าพเจ้าเองด้วยนั้น ข้าพเจ้าเองถึงกับสะอื้นเลยทีเดียว

เพราะความซาบซึ้งและกินใจจริง ๆ ครับ

หลังจากทำขวัญนาคเสร็จ ก็ มีการเจิมที่หน้าผาก

หลังจากนั้น ก็ได้รับประทานอาหารมื้อเที่ยง เวลาบ่าย ๆ ก็เป็นการแห่นาครอบโบสถ์

(รูปแห่นาครอบโบสถ์ยังไม่ได้)


[รอการอัพเดทรูปแห่นาครอบโบสถ์]

สามเณรไดอารี่ Part 2

 
อัพเดทต่อจาก Part 1 (Font และ รูปภาพมากเกินไป)
 
 
นี่ก็ประกาศนียบัตรอีก
 
 
รูปอื่น ๆ
 
 
ตะเกียงเก่า ๆ ที่หาดูได้ยากแล้ว
 
 
 
 
บวชเป็นสามเณรได้จนถึงวันที่ 8 กุมพาพันธ์ 2552 ก็สึกมาเพื่อรอบวชเป็นพระภิกษุ
 
ในระหว่างที่รอบวชนาคในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

ช่วงนี้ก็มีงานวัด 2 วัน ระหว่าง 8 กับ 9 กุมภาพันธ์

 
ภาพที่เห็นนั่นเป็นการเปิดงานในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์เปิดงานในเวลา 17.00 น. กว่า ๆ
 
 
เสร็จจากการเปิดงานแล้วก็จุดธูปบูชาองค์หลวงพ่อใหญ่
(ข้าพเจ้าก็ไหว้ แต่ถ่ายรูปตอนตัวเองไหว้ไม่ได้ = =')
 
 
 
เหรียญหลวงพ่อพยูนทีได้จากการเจริญพระพุทธมนต์
 
 
นี่ซุ้มงานของทางวัด ล้วงไหทองคำลุ้นของรางวัล
 
 
นี่เรียกว่า "หนูลงรู" ก็จัดเป็น เอ่อ การพนันชนิดหนึ่งซึ่งเปิดหนูในกล่องแล้วก็ให้คนซื้อบัตรทายว่ามันจะลงรูไหน
 
 
บรรยากาศในงานเวลาช่วงหัวค่ำ (คนน้อยมาก)
 
 
แมลงทอด สุดยอด ชอบมาก (ตอนนั้นก็ซื้อกินไป ยังไม่ได้เป็นพระนะ)
 
 
มุมรับบริจาคแล้วรับดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาองค์พ่อใหญ่ (หัวค่ำเงียบเหงาครับ)
 
 
ซุ้มระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์
 
 
 
ปาลูกดอกรับตุ๊กตา (อยู่ข้าง ๆ ระบายสีปูนปลาสเตอร์)
 
 
พอช่วงดึก ๆ 3 ทุ่มเป็นต้นไป งานวัดก็คึกคัก
 
 
ของกินของขายเพียบ!!
 
 
นี่ก็ลิเกคณะกระต่ายขาวครับ (เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้ลิเกต้องเต้นจ้ำบ๊ะก่อนการแสดงลิเกด้วย - -)

รูปตอนที่ลิเกแสดงไม่สามารถภ่ายได้ เพราะแสงสีมันระยิบเกินจะมองเห็นได้ด้วยกล้องมือถือ
 
พอเสร็จจากคืนนี้ข้าพเจ้าก็กลับไปหลับไปนอน
 
เพื่อรอบวชนาคหมู่ในวุ่นรุ่งขึ้นอีก

ระหว่างการเดินทางมาบวชนี้ แม่ของข้าพเจ้าได้คุยเล่าให้ฟังว่า

ตอนเด็ก ๆ ผมหลงทางบ่อย ๆ ผลัดหลงจากแม่ จากบ้านไปบ่อย ๆ

ซึ่งตอนเด็ก ๆ ผมก็หลงแบบนั้นจริง ๆ

เพิ่งได้รู้ว่าแม่พาไปเข้าพิธีพราหม เพื่อฝากตัวเป็นลูกพระนารายณ์

ก็เพิ่ง เอวังด้วยประกาลฉะนี้ ว่าทำไมผมถึงไม่ชอบกินเนื้อวัว

แค่ได้ยินก็แหยง ๆ แล้ว

และก็เป็นคนที่ชอบกินพวกถั่วอีกตะหาก

ติดตามเรื่องงานพิธีบรรชาอุปสมบทนาคหมู่ได้ใน Blog ถัดไป
 
February 23

สามเณรไดอารี่ Part 1

กำหนดที่ข้าพเจ้าไปบวช คือ วันที่ 25 มกราคม 2552
 
ออกเดินทางจากบ้านของข้าพเจ้าในวันที่ 24 มกราคม 2552 เวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ๆ
 
ระหว่างการเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลก ช่วงนั้นใกล้ ๆ กับเทศกาลตรุษจีนพอดี
 
บางจังหวัดมีการประดับประดาถนนหนทางในเทศกาลตรุษจีน
 
ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นจังหวัดสุโขทัย
 
ซึ่งประดับประดาถนนหนทางด้วยมังกร และโคมแดง
 
(ไม่มีโอกาสเก็บรูปดังกล่าวมาฝาก อยู่บนรถ ถ่ายไม่ทัน)
 
 
รูปก่อนไปบวชครับ แต่ไปบวชไม่ใช่ชุดนึ้นะ
 
ไปถึงจังหวัดพิษณุโลกเวลาประมาณเกือบ ๆ ตี 4 เห็นจะได้
 
นอนหลับพักผ่อนตื่นมาสาย ๆ ก็ไปตัดผมทรงพระที่ร้านตัดผมแถว ๆ ท่าฬ่อ (อ่านว่าท่าร่อ) เลย
 
 
หลังตัดผมทรงพระ เพื่อบวชเป็นสามเณร
 
ต้องบวชเป็นสามเณรก่อน เพราะว่าญาติโยมให้บวชเพื่อแก้บนให้กับพี่สาว
 
ซึ่งพี่สาวของฉันก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ นะ
 
(พี่สาวฉันลูกของป้า)
 
ก็เข้าไปบวชเป็นสามเณรช่วงสาย ๆ ประมาณ 10 : 00 น. กว่า ๆ
 
บวชกับเจ้าอาวาส (บวชเณรบวชง่ายครับ)
 
 
บวชเสร็จแล้วเป็นแบบนี้
 
ก็เป็นสามเณรอยู่ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม จนถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2552
 
 
สถาพในกุฏิช่วงแรก ๆ ที่เข้าไปอยู่ ในห้องไม่ค่อยมีอะไรมาก
 
โยมแม่ฉันก็เอาผ้าปูทื่นอน ผ้าห่ม และก็หมอนมา
 
 
อยู่ไปสักพักก็หาเสื่อมาไว้
 
 
(ด้านบนประตูของห้องอาตมา) กุฏินี้ก็เป็นกุฏิที่บริจาคสร้างขึ้นมา
 
 
บรรยากาศเวลามองออกไปผ่านประตูห้อง
 
 
อ่ะ ถ่ายรูปตัวเองอีกรูป เพิ่งเคยเป็นเณรนาน ๆ แบบนี้ (ไม่นับบวชหน้าไฟ)
 
 
ในห้องกุฏินี้มีทีวีเก่า ๆ รุ่นสมัยพระเจ้าเหาอยู่ เปิดดูไม่ได้หรอกครับ ไม่มีปลั๊ก
 
 
ระบบจูนทีวีสมัยก่อน (คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่มีโอกาสได้เห็นนะเนี่ย ฉันก็เพิ่งเคยเห็น)
 
 
ดูซิ เกลียดโปรแกรมโกงเกม แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องใช้โปรซักผ้า.....(เฮ้ย คนละเรื่องแล้ว)
 
 
ด้านหน้ากุฏิ
 
Blog นี้จะพาชมวัดที่ฉันบวชแล้วกันนะ
 
 
นี่ก็ศาลา ข้าง ๆ นั่นก็หอระฆังและกลองเพล
 
 
สวนดอกไม้ของหลวงน้า แกปลูกเอง ทำเอง ตัดต่อ ตัดแต่ง กิ่งเองทั้งหมด
 
 
ตรงนี้กุฏิเจ้าอาวาส
 
 
เมรุ
 
 
เมรุแบบใกล้ ๆ
 
 
ด้านหลังวัดเป็นองค์พระใหญ่ เรียกกันว่าหลวงพ่อใหญ่
 
 
ภาพแบบใกล้ ๆ
 
 
ต้นโพธิ์เก่าแก่ ตั้งแต่เจ้าอาวาสสมัยเด็ก ๆ บวชเณร ต้นนี้มีอยู่ก่อนนานแล้ว
 
(ปัจจุบันเจ้าอาวาสอายุ 86 ปีกว่า ๆ)
 
 
อันนี้ไปช่วยกันตัดเถาวัลย์ ถางพืชใกล้ ๆ ออก และฟันพืชกาฝากออกจากต้นโพธิ์ โล่งดีมั้ยครับ
 
 
ป่าข้าง ๆ วัด มีต้นไม้เยอะแยะอยู่ ทำให้ร่มรื่นและร่มเย็นดี
 
 
 
โบสถ์ครับ ขี้นกพิราบเพียบเลย ตอนเป็นเณรอยู่ก็ไปช่วยทำความสะอาดก่อนวันบวชนาค
 
 
ด้านในโบสถ์ (กล้องมือถือไม่ค่อยชัดอะ - -)
 
 
ภาพนี้มองจากด้านข้างของวัดเข้าในที่กุฏิ
 
 
สะพานข้ามเขื่อนนี้ เมื่อก่อนยังเป็นสะพานไม้ เด็ก ๆ เคยมาขย่มสะพานเล่นอยู่
 
เดี๋ยวนี้พัฒนาแล้ว เป็นแบบนี้เลย
 
 
หอระฆังและกลองเพล
 
 
เวลาดึก ๆ น่ากลัวมั้ย?
 
 
ต้นโพธิ์กลางลานวัด ในภาพนี้อาตมากวาดเสร็จแล้วค่อยถ่ายนะ โล่งเลยเห็นมั้ย
 
ถ้าไม่กวาดก็มีแต่ใบต้นโพธิ์เกลื่อนลานวัด
 
 
ทางเข้าวัดครับ
 
 
ป้ายวัดเก่า ข้าง ๆ ทางเข้าวัด
 
 
ศาลาเก็บโกฐและอัฐิ (คิดว่าสร้างเพื่อเก็บของทั้งตระกูล)
 
 
ตรงนี้ป่าช้า อยู่ข้าง ๆ โบสถ์ เต็มไปด้วยเจดีย์ โกฐ และอัฐิ
 
บริเวณนี้หลวงตาใช้เผาไม้ทำถ่าน
 
 
มุมมองจากด้านสวนดอกไม้ของหลวงน้ามายังกุฏิ
 
 
ถนนหน้าวัด
 
 
ศาลาริมน้ำ บึงนี้ก็มีปลาเยอะแยะเลย ปลาแรดตัวเบ้อเร่อเลยแหล่ะ
 
 
อีกมุมหนึ่ง
 
 
กุฏิฤาษี เคยเป็นกุฏิเจ้าอาวาสเก่ามาก่อน ได้เข้าไปดูของเก่าข้างในมาละ
 
 
 
ด้านในกุฏิก็มีรูปจำลองฤาษีอยู่ 3 รูป
 
 
ถ้วยรางวัลการแข่งเรือ วัดท่านานี้ก็เห็นได้ถ้วยเยอะนะ
 
 
ใหลวดลายวิจิตรงดงาม ของเก่าแก่หาดูได้ยาก
 
 
ตู้หนังสือเก่า เป็นพวกใบข่อย ใบลาน เก่าแก่
 
 
งูเห่ากับพังพอน 2 ตัวนี้เป็นหนังของสัตว์จริง ๆ แล้วยัดนุ่นเอา
 
 
นี่ก็ใหโบราณ ลวดลายวิจตรงดงาม
 
 
ปรกาศนียบัตรเกี่ยวกับการแข่งเรือทั้งหลาย
 
(อัพเดทล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เวลา 17.35 น.ขณะที่เขียน Blog ยังเป็นพระภิกษุอยู่)
 
• จำนวนผู้ชมทั้งหมด •
Web Counter